วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กาลิเลโอ



กาลิเลโอ กาลิเลอี
ภาพวาดกาลิเลโอ โดย จุสโต ซุสเตอร์มันน์
ภาพวาดกาลิเลโอ โดย จุสโต ซุสเตอร์มันน์
กาลิเลโอ กาลิเลอี (อิตาลี: Galileo Galilei; 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 - 8 มกราคม ค.ศ. 1642) เป็นนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักปรัชญาชาวทัสกันหรือชาวอิตาลี ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ผลงานของกาลิเลโอมีมากมาย งานที่โดดเด่นเช่นการพัฒนาเทคนิคของกล้องโทรทรรศน์และผลสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญจากกล้องโทรทรรศน์ที่พัฒนามากขึ้น งานของเขาช่วยสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างชัดเจนที่สุด กาลิเลโอได้รับขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งดาราศาสตร์สมัยใหม่"[1] "บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่"[2] "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์"[2] และ "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่"[3]
การศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุที่มีความเร่งคงที่ ซึ่งสอนกันอยู่ทั่วไปในระดับมัธยมศึกษาและเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาฟิสิกส์ก็เป็นผลงานของกาลิเลโอ รู้จักกันในเวลาต่อมาในฐานะวิชาจลนศาสตร์ งานศึกษาด้านดาราศาสตร์ที่สำคัญของกาลิเลโอได้แก่ การใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์คาบปรากฏของดาวศุกร์ การค้นพบดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี ซึ่งต่อมาตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่เขาว่า ดวงจันทร์กาลิเลียน รวมถึงการสังเกตการณ์และการตีความจากการพบจุดดับบนดวงอาทิตย์ กาลิเลโอยังมีผลงานด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ซึ่งช่วยพัฒนาการออกแบบเข็มทิศอีกด้วย
การที่ผลงานของกาลิเลโอสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสกลายเป็นต้นเหตุของการถกเถียงหลายต่อหลายครั้งในชีวิตของเขา เพราะแนวคิดเรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นเป็นแนวคิดหลักมานานแสนนานนับแต่ยุคของอริสโตเติล การเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีข้อมูลสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนจากกาลิเลโอช่วยสนับสนุน ทำให้คริสตจักรโรมันคาทอลิกต้องออกกฎให้แนวคิดเช่นนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะขัดแย้งกับการตีความตามพระคัมภีร์[4] กาลิเลโอถูกบังคับให้ปฏิเสธความเชื่อเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในบ้านกักตัวในความควบคุมของศาลศาสนาโรมัน

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

miyabi


มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า Miyabi

มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า Miyabi


มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า Miyabi

มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า Miyabi

มิยาบิ เยือนไทย มาเรีย โอซาว่า หรือ มิยาบิ จะมาร่วมงานเร็กเก้ที่ไทย

มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า Miyabi
มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า Miyabi

มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า Miyabi


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ไทยรัฐ,pantip


         มีข่าวว่า สาวสุดเซ็กซี่ มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า หรือ มิยาบิ มาเรีย โอซาวะ จะเดินทางมาโชว์ตัวที่เมืองไทย ในเดือนตุลาคมนี้ ก็ทำให้หัวใจของหนุ่ม ๆ ไทยเต้นจนฉุดไม่อยู่ อยากเห็น มิยาบิ ตัวจริง เสียงจริงเสียเหลือเกิน แต่ก่อนที่สาวฮอต อย่าง มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า จะบินลัดฟ้ามานั้น เราก็มารู้จักตัวตนของสาว มิยาบิ กันก่อนเลย

         มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า หรือที่รู้จักกันว่า มิยาบิ ( Miyabi ) เกิดวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2529 ที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบัน มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า มีอายุ 23 ปี โดยพ่อของ มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า  เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-แคนาดา ส่วนแม่เป็นชาวญี่ปุ่น ทำให้ มิยาบิ กลายเป็นสาวลูกครึ่งที่หน้าตาสวยคนหนึ่งเลยทีเดียว
         ย้อนไปเมื่อสมัยเด็ก ๆ มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ทำให้ มิยาบิ พูดภาษาอังกฤษได้คล่องกว่าภาษาญี่ปุ่น ก่อนที่  มิยาบิ จะเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่ออายุได้ 16 ปี จากการถ่ายโฆษณาช็อกโกแลต ยี่ห้อหนึ่ง โดยแสดงคู่กับนักร้องวง Kinni Kids และถ่ายแบบ ถ่ายแฟชั่นอื่น ๆ เรื่อยมา โดยมีนักร้องหนุ่ม โจ โอดางิริ (Joe Odagiri) เป็นดาราในดวงใจ

         ก่อนที่ มิยาบิ มาเรีย โอซาวะ หรือ มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า จะเริ่มหันเหตัวเองเข้ามาสู่วงการหนังเอวีด้วยตัวเอง โดยการขอให้เพื่อนของเธอซึ่งเป็นดาราหนังเอวีแนะนำให้ พร้อมกับค้นหาบริษัทสร้างหนัง และส่งใบสมัครด้วยตัวเอง จนในที่สุด มิยาบิ ก็ได้กลายเป็นนางเอกหนังเอวีสมใจ และหลังจาก มิยาบิ ได้กลายมาเป็นนางเอกหนังเอวีแล้ว มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า ก็พกพาสัดส่วน 35-23-34 หน้าอกคัพ E ส่วนสูง 163 เซนติเมตร ก็กลายเป็นนางเอกหนังเอวีที่มีชื่อเสียงอย่างสุด ๆ ทั้งในญี่ปุ่น รวมทั้งหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ชาวไทย ก็ล้วนรู้จัก มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า กันทั้งนั้น

         แต่อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของ มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า ที่เห็นผลงานหนังเอวีของ มิยาบิ เข้าก็ไม่พอใจอย่างมาก ทำให้ มิยาบิ ถึงกับประชดครอบครัวด้วยการซื้อหนังเอวีที่เธอแสดง 20 เรื่องไปฝากที่บ้าน จนถูกพ่อแม่สาปส่งและต่อว่าอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับเพื่อน ๆ ของ มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า ที่พอรู้ว่า มิยาบิ เล่นหนังเอวี ก็ถึงกับตัดความสัมพันธ์ไปเลยเช่นกัน
         ทั้งนี้สาว มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า ก็บอกว่า เธอจะออกจากวงการหนังเอวี ถ้ามีแรงกระทบจนทำให้เธอไม่อยากทำงานอีกต่อไป และ มิยาบิ ก็ฝันที่จะได้พบชายสักคนที่มีอายุมากกว่าเธอ และแต่งงานมีครอบครัวอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนคนอื่น ๆ

         ในปี 2552 มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า ได้กระโดดลงมาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก ในแนวสยองขวัญ ที่มีชื่อว่า Invitation Only 2009 หรือ ปาร์ตี้แห่งความตาย ที่ มิยาบิ ต้องรับบทเป็นซุปเปอร์โมเดลสาว และล่าสุด มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า ก็เตรียมจะมาปรากฎตัว ให้หนุ่มไทยกระชุ่มกระชวยหัวใจในงานคอนเสิร์ต "Chang World Reggae 2009" ที่จัดขึ้นเพื่อเอาใจคอเร็กเก้ และสกา โดยเฉพาะ ณ หาดบางแสน ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมนี้

         งานนี้สงสัยว่า หนุ่ม ๆ คงเกาะขอบเวทีแน่น เพื่อรอชมสาวฮอตอย่าง มิยาบิ มาเรีย โอซาวะ หรือ มิยาบิ มาเรีย โอซาว่า คนนี้อย่างแน่นอน

ตัน ภาสกรนที


ตัน ภาสกรนที (4 เมษายน พ.ศ. 2502 - ) เป็นนักธุรกิจผู้ก่อตั้งบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เขาขายหุ้นส่วนใหญ่ให้กับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในพ.ศ. 2551 [1] และภายหลังประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการโออิชิ กรุ๊ปโดยจะมีผลในเดือนกันยายน 2553[2]
วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553 เมื่อ ตัน อำลาจาก บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อย่างเป็นทางการ ตัน ก็ได้สร้างบริษัทขึ้นใหม่ชื่อว่า บริษัท ตันไม่ตัน จำกัด โดย ตัน ภาสกรนที ให้คำมั่นสัญญาในการทำบริษัทนึ้ว่า [3]"ในการเริ่มต้นธุรกิจของบริษัท ไม่ตัน จำกัดครั้งนี้ เงินปันผลของบริษัทในส่วนที่ผมและคุณอิง ภรรยาของผมถือหุ้นอยู่ ผมขอแบ่งเงินปันผลนี้ 50% ให้กับมูลนิธิตันปัน ตั้งแต่ปีแรกที่ดำเนินการเป็นต้นไป จนเมื่อผมอายุครบ 60 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 เดือน 9 พ.ศ. 2562 ผมจะเพิ่มเงินบริจาคไม่ต่ำกว่า 90% ให้กับมูลนิธิตันปันตลอดไปเพื่อใช้ในการพัฒนาการศึกษาและสิ่งแวดล้อม"

ประวัติ

ตัน ภาสกรนที เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2502 ในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีฐานะปานกลาง ที่บิดาอพยพมาจากประเทศจีน และได้ตั้งรกรากที่จังหวัดชลบุรี ตันจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเริ่มทำงานแรกเป็นพนักงานแบกของ เริ่มต้นค่าแรงในการทำงาน 700 บาท และหันมาทำอาชีพพ่อค้าแผงหนังสือที่ชลบุรี และได้เริ่มต้นซื้อห้องแถวขยายกิจการจนเป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์[4]
ตัน เริ่มต้นธุรกิจ “โออิชิ” ภัตตาคารบุปเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น และมีธุรกิจอื่นๆ เช่น สตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน จนกระทั่ง มาทำธุรกิจเครื่องดื่ม คือ ชาเขียวโออิชิ และ อะมิโน โอเค
ปัจจุบันสมรสกับ อิง สุนิสา ภาสกรนที (สกุลเดิม: สุขพันธุ์ถาวร) หลังจากแยกทางจากภรรยาคนแรก และมีลูก 3 คน : กิ๊ฟ วริษา (เกิดกับภรรยาคนแรก) , เก็ท และ ใกล้ใกล้

ได้ดีเพราะติดเกม



    ***ได้ดีเพราะติดเกม ***

    ปัจจุบัน อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ วัย 23 ปี ดำรงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์ มาร์เกตติ้ง จำกัด ทว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ระดับมัธยมปลาย อิทธิพัทธ์เป็นเพียงวัยรุ่นทั่วไปคนหนึ่ง ซึ่งติดเล่นเกมออนไลน์แบบงอมแงม เหมือนๆ กันเด็กวัยรุ่นไทยอีกครึ่งประเทศ

    ทว่า จุดสำคัญเขาสามารถนำสิ่งที่ผู้ใหญ่อาจมองว่าไร้ประโยชน์มาเปลี่ยนแปลงเป็นรายได้ และเมื่อบวกกับแรงบันดาลใจที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ปฐมบทแห่ง "เถ้าแก่น้อย" จึงเกิดขึ้น

    "ผมเริ่มธุรกิจเมื่ออายุเพียง 18 ปี ก่อนหน้านี้ผมก็ขอเงินพ่อแม่เหมือนกับเด็กทั่วไป และติดเกมออนไลน์ Everquest อย่างหนัก เล่นทั้งวันทั้งคืน แข่งกับชาวต่างชาติ ผมเริ่มเล่นตั้งแต่เรียน ม.4 ถึงขนาดสะสมแต้ม จนรวยที่สุดในเซอร์เวอร์ ทำให้ชื่อตัวละคนของผมเป็นที่รู้จักในเซอร์เวอร์ จนมีฝรั่งมาขอซื้อของสะสม และแต้มสะสม ชื่อของผม ก็เลยลองขาย ปรากฏว่า หลังจากนั้น ก็มีเงินโอนเข้ามาจริงๆ" อิทธิพัทธ์ เล่าถึงเงินก้อนแห่งที่หาได้ด้วยตัวเอง

    เขาสร้างรายได้จากการขายแต้มสะสมเกมออนไลน์ให้ผู้เล่นเกมในเซอร์เวอร์นานกว่า 2 ปี จนมีเงินเก็บหลักแสนบาท กระทั่ง จบระดับมัธยม และเข้าเรียนต่อปี 1 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เริ่มก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัว ตามความฝันที่อยากมีธุรกิจของตัวเองมานานแล้ว

    "หลังเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงจังหวะที่เกมออนไลน์เริ่มเสื่อมความนิยมลง ผมคิดอยากหารายได้จากช่องทางอื่น เคยลองจับทั้งขายเครื่องวีซีดี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก ก็พยายามหาธุรกิจจะทำไปเรื่อยๆ เคยไปดูทำเลหน้า ม.หอการค้าไทย กะจะเปิดร้านขายกาแฟหน้ามหาวิทยาลัย"

    "กระทั่ง ผมไปเดินงานแฟร์ช่องทางธุรกิจที่เมืองทองธานี เจอแฟรนไชส์เกาลัดจากประเทศญี่ปุ่นมาออกบูท ก็สนใจมาก เพราะแฟรนไชส์ของเขามีเครื่องคั่วเกาลัดแบบทันสมัย ผมก็เกิดความสนใจ เพราะส่วนตัวชอบกินเกาลัดอยู่แล้ว แต่ว่า ค่าแฟรนไชส์ราคาสูงมากเป็นล้านบาท ผมไม่มีเงินมากขนาดนัก เลยติดต่อกับเจ้าของแฟรนไชส์ว่า ผมจะขอเช่าตู้คั่วเกาลัด แล้วมาสร้างแฟรนไชส์ของตัวเอง" เจ้าของธุรกิจ เล่าให้ฟัง

เลโอนาร์โด ดา วินชี


รายชื่อภาพเขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นรายการภาพเขียนสีน้ำมันและจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชีจิตรกรสมัยเรอเนซองส์คนสำคัญชาวอิตาลี มีภาพเขียนทั้งหมดด้วยกันสิบห้าชิ้นที่ระบุว่าเป็นงานเขียนของเลโอนาร์โด ดา วินชีซึ่งรวมทั้ง จิตรกรรมแผง, จิตรกรรมฝาผนัง, ภาพร่าง, และงานที่ยังอยู่ในระหว่างการตระเตรียม ภาพเขียนหกภาพยังไม่เป็นที่ตกลงกันแน่นอนว่าเขียนโดยเลโอนาร์โดหรือไม่ สี่ภาพเพิ่งได้รับการยืนยันว่าเลโอนาร์โดเป็นผู้เขียนและอีกสองภาพหายไป
ในบรรดาภาพเขียนทั้งหมดไม่มีภาพใดที่เลโอนาร์โด ดา วินชีลงชื่อ ฉะนั้นการที่จะบ่งว่าเป็นงานเขียนของเลโอนาร์โดหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับการศึกษาและการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญ การที่เลโอนาร์โด มีผลงานเพียงไม่กี่ชิ้นก็อาจจะเป็นเพราะเป็นผู้มีความสนใจในสิ่งรอบตัวต่างๆ และความชอบทดสอบสิ่งใหม่ๆ นอกจากนั้นยังชอบผัดวันประกันพรุ่ง แต่กระนั้นงานของเลโอนาร์โดก็เป็นงานที่มีความสำคัญเป็นอันมากในทางศิลปะและมีอิทธิพลต่อจิตรกรอื่นๆ[1]